4 ข้อที่ต้องพิจารณาในการเลือกแว่นตาให้เหมาะ

สาเหตุที่ควรเราสวมแว่นตา มีอยู่ 2 สาเหตุหลักๆ คือสวมเพื่อถนอมสายตาจากแสงแดด แสงจากจอคอมพิวเตอร์ แสงจากคอมพิวเตอร์ ที่ล้วนแล้วแต่ทำลายสายตา รวมทั้งสวมแว่นตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น อย่างแว่นสายตาสั้น แว่นสายตายาว แต่แว่นตาก็มีหลายรูปแบบ หลายทรงที่ทำออกมาให้ดูทันสมัย หรือดูวินเทจ เพื่อให้เราได้เลือกสวมใส่ แล้วแว่นตาแบบไหนที่จะเหมาะสมกับใบหน้าของเรา หากตอนนี้ผู้อ่านคนไหนกำลังคิดจะหาซื้อแว่นตามาใส่ วันนี้เรา 4 ข้อมาให้พิจารณากันดู

การเลือกแว่นตา
  1. เส้นขอบคิ้ว : อวัยวะบริเวณรอบดวงตาเป็นตัววัดที่สำคัญต่อการการเลือกแว่นตา สำหรับผู้ที่มีคิ้วตรง แว่นที่เลือกใส่ควรมีความขนานกับคิ้ว ในขณะที่คนคิ้วหนาควรใส่แว่นที่มีขอบบางเพื่อทำให้ช่องว่างระหว่างคิ้วกับแว่นมีความสมมาตร แต่ต้องระวังไม่ให้กรอบแว่นต่ำกว่าคิ้วจนเกินไป
  2. รูปจมูก : สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีดั้ง ไม่ควรเลือกแว่นที่ตัวแป้นติดกับแว่นตา ควรเลือกแว่นที่มีแป้นเหล็กยื่นออกมา เพราะจะทำให้ใบหน้าดูมีสันมากขึ้น ส่วนคนที่มีดั้งอยู่แล้วสามารถเลือกใช้ได้ทุกแบบ ในขณะที่คนจมูกใหญ่ ควรใช้กรอบที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้สมดุลกับจมูก หลีกเลี่ยงกรอบเล็กที่จะทำให้จมูกของคุณดูเด่นออกมา ส่วนคนจมูกยาว ให้เลือกกรอบที่ก้านแว่นสูงและมีสะพานแว่น 2 ชั้น เพื่อดึงความสนใจไปอยู่ที่บริเวณขมับ ท้ายสุดคนจมูกเล็ก สะพานแว่นสูงและสีอ่อนจะทำให้จมูกดูยาวขึ้น
  3. สีของกรอบแว่น : การเลือกแว่นตาที่เป็นกรอบแว่นโทนเย็น อาทิ สีงิน สีฟ้า สีเทา และสีสดใสที่แฝงด้วยสีฟ้า จะช่วยดึงดูดความสนใจได้มากกว่าสีจัดๆ อย่างสีแดง แต่หากใครต้องการให้ใบหน้าดูเด็กลงหรือเป็นผู้ใหญ่ขึ้น การเลือกสีดำสามารถ Keep look ได้
  4. โครงหน้า : เป็นส่วนสำคัญที่ควรพิจารณามากที่สุดในการเลือกแว่นตา ซึ่งโครงหน้าของมนุษย์เราสามารถจำแนกออกได้เป็น 6 รูปแบบใหญ่ๆ คือ โครงหน้ารูปหัวใจ โครงหน้ารูปเพชร โครงหน้ารูปไข่ โครงหน้าสี่เหลี่ยม โครงหน้ากลม โครงหน้ายาว

4.1 โครงหน้ารูปหัวใจ (Heart shaped face) กลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีหน้าผากกว้าง ปลายคางรูปสามเหลี่ยม การเลือกแว่นตาที่เหมาะ คือ แว่นที่ต้องช่วยบดบังความกว้างของหน้าผากได้ เช่น แว่นที่กรอบด้านล่างกว้างกว่าด้านบน อย่างแว่นทรง Cat Eye,  Aviator, Rimless และ Wayfarer

4.2 โครงหน้ารูปเพชร (Diamond shaped face) โครงหน้าที่โหนกแก้มจะชัดกว่ารูปหน้าอื่น และมีช่วงหน้าผากที่กว้างและปลายคางแหลมมน ผู้ที่มีใบหน้าอยู่ในกลุ่มนี้เหมาะกับแว่น Aviator หรือ Round เพราะช่วยรับโหนกแก้มได้ หลีกเลี่ยงแว่นที่ทำให้ช่วงคางแคบลง

4.3 โครงหน้ารูปไข่ (Oval shaped face) แม้ใบหน้านี้จะสามารถใส่แว่นทรงอะไรก็ได้ แต่เรามีข้อแนะนำให้ว่าการเลือกแว่นตา ควรเลือกกรอบแว่นที่จะช่วยส่งเสริมใบหน้าคุณให้โดดเด่นด้วยสัดส่วนระหว่างแว่นตากับใบหน้าที่ลงตัว เช่น คนที่มีขนาดใบหน้าเล็ก ไม่ควรเลือกทรง Oversize คนจมูกโตควรเลือกกรอบแว่นที่มีแกนแว่นที่หนากว่าปกติหรือมี 2 เส้น

4.4 โครงหน้าสี่เหลี่ยม (Square shaped face) คือผู้ที่มีสันกรามเด่น อย่างแรกที่ต้องทำคือหลีกเลี่ยงแว่นทรงสี่เหลี่ยม หากคนรอบข้าง หรือ พนักขายที่ไหนสนับสนุนให้ใส่หรือซื้อก็รีบปฎิเสธไป หันมาสนใจแว่นทรง Aviator หรือแว่นที่มี Curve ที่จะช่วยให้ใบหน้าคุณกลมมนมากขึ้น

4.5 โครงหน้ากลม (Round shaped face) แม้เทรนด์ช่วงนี้ผู้หญิงหลายคนจะหันมาฮิตใส่แว่นทรงกลมให้ดูฮิปสเตอร์ (Hipster) หรือ แว่นวินเทจกัน แต่ผู้หญิงหน้าทรงกลมต้องระวัง การเลือกแว่นตาของสาวกลุ่มนี้ควรเน้นไปที่แว่นที่มีมุมอย่างแว่นทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือปลายเฉียง ดีกว่า

4.6 โครงหน้ายาว (Long shape face) อาจคล้ายใบหน้ารูปไข่ แต่มีส่วนบริเวณหน้าผากหรือปลายคางที่ยาวกว่าทำให้รูปหน้าของคุณดูยาว ดังนั้นเพื่อลดความยาวเหล่านั้น แว่นที่ควรเลือกมาใส่ คือ แว่นที่มีส่วนกว้างออกไปทางขมับ อย่างแว่นทรงเรขาคณิต ทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือ แว่นทรง Oversized, Butterfly, Round

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.facebook.com/giftgreats/

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ยุค 4.0 มีบทบาทอย่างไร

การตลาด จำเป็นจะต้องก้าวให้ทันยุคสมัย จึงควรจะต้องค่อยศึกษาว่าในปัจจุบันคนให้ความสนใจกับอะไร สื่อแบบไหนได้รับความนิยมสูงสุด มีลักษณะแบบไหน การตลาดยุคก่อนจะเน้นไปที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ในยุคถัดมาจะให้ความสำคัญกับลูกค้ามองว่าลูกค้าคือพระเจ้า ยุคก่อนหน้านี้ไม่นานเป็นยุคทางการปฏิวัติทางอินเทอร์เน็ต ซึ้งนักการตลาดเริ่มใช้เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อเอาใจลูกค้า อาทิเช่น การแจ้งสิทธิพิเศษทางอีเมล ปัจจุบันเป็นการตลาดในยุคที่โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทในทุกช่วงเวลาของชีวิต ซึ่งการตลาดในยุคปัจจุบันนี้จะมีวิธีการเชื่อมต่อทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งในยุคนี้เป็นยุคที่แค่ปรับตัวให้ทันคงไม่พอ แต่ต้องพัฒนาให้ไว การตลาดออนไลน์จึงเป็นวิธีการที่สำคัญในยุคนี้ ยุคที่ภาครัฐผลักดันประเทศให้เข้าสู่การเป็น Digital Thailand หรือที่เรารู้จักกันในชื่อที่ว่า Thailand 4.0 ในการทำธุรกิจแต่ละครั้งเราอาจต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆ ในยุคที่การตลาดออนไลน์เป็นที่นิยม เราจะมาทำความรู้จักกับลักษณะของผู้ที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ และงานของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ว่ามีลักษณะเป็นแบบใด

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ควรเป็นบุคคลที่มีความคิดเชิงวิเคราะห์ รอบคอบ สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันได้ ว่าการตลาดแบบใดเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายในยุคปัจจุบัน วางแผนการตลาดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ต้องเป็นบุคคลที่มีความชำนาญในการใช้ภาษา สามารถถ่ายทอดความคิดที่สามารถโน้มน้าวใจกลุ่มเป้าหมายและถ่ายทอดให้กับผู้ที่ต้องการคำแนะนำในเรื่องการตลาดออนไลน์ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะต้องมีความสามารถปรับเปลี่ยนและมีความยืดหยุ่นสูงในเรื่องบุคลิกและทัศนะคติ เนื่องจากโลกของการตลาดแบบออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อยมาก จึงทำให้ผู้ที่มีความยืดหยุ่นเท่านั้นที่จะสามารถอยู่ในวงการนี้ได้ และยังต้องตามทันข่าวสารทางด้านการตลาดอยู่เสมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ต้องมีความเข้าใจทางเทคนิคของเครื่องมือต่างๆที่สามารถนำไปใช้ทำการตลาดออนไลน์ รู้ว่าเครื่องมือใดเป็นที่นิยมของกลุ่มเป้าหมาย

ลักษณะงานของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ คือต้องศึกษาถึงสภาพตลาดโดยรวม ศึกษาข้อมูลสินค้า ศึกษาข้อมูลของคู่แข่งเพื่อวิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบในการทำการตลาด วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายว่ากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับสินค้ามีพฤติกรรมการซื้อและบริโภคอย่างไร เลือกใช้สื่อออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับสินค้าที่ต้องการทำการตลาด ต่อมาวางแผน เขียนแผนการตลาด เพื่อโปรโมทสินค้า จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการ “เพิ่มการรับรู้” ของกลุ่มเป้าหมายต่อสินค้า ให้คำแนะนำในการจัดทำข้อมูลเพื่อเผยแพร่ลงในเครื่องมือสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับโครงสร้าง การออกแบบ และการทำงานที่เหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะติดตามสถานการณ์ด้านภาพลักษณ์ของสินค้า และประเมินผลของแผนการตลาด สุดท้ายผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะทำการสรุปผลการวางแผนทางการตลาดเพื่อวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ในการทำแผนการตลาดในครั้งต่อไป

จะเห็นได้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์นั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการวางแผนการตลาดออนไลน์ และยังเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแผนทางการตลาดออนไลน์กับผู้ที่ต้องการทำการตลาดอีกด้วย

ทำ Ad โฆษณา กับ Facebook หรือ Google ดีที่สุด

ในสมัยที่อินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้น การตลาดแบบ Digital Marketing ก็เจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ บรรดา Social Network รวมทั้ง Social Media ทั้งหลายแหล่ต่างถูกปรับปรุงให้มีความสามารถรองรับ วิธีการทำธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการระบุกลุ่มเป้าหมาย ฟีทเจอร์สร้างลูกค้า อื่นๆอีกมากมาย แต่หากพูดถึงความพร้อมของ Platform สำหรับการทำ AD โฆษณาแล้ว มี 2 ตัวที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ โฆษณา Facebook และ โฆษณา Google

          Facebook: Platform เชิงรุก

          Facebook สุดยอดสื่อ Social Media ที่ทรงอิทธิพลมากสุดในขณะนี้ การันตีความนิยมจากสถิติผู้ใช้งานที่ทะลุ 2 พันล้านคนไปเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560 โดย Facebook ได้พัฒนาตัวเองจากการเป็น Social Communication สำหรับพบปะ พูดคุย ติดต่อ มาสู่การเป็นหนึ่งในตัวช่วยสร้างความสำเร็จแก่ผู้

ประกอบการธุรกิจผ่านบริการ AD โฆษณ

ซึ่งการทำ Ad โฆษณากับ Facebook สามารถจำแนกออกได้เป็น 5 รูปแบบใหญ่ๆ คือ

  • โปรโมท Fan Page : เหมาะสำหรับธุรกิจใหม่ เพราะการทำ AD โฆษณาแบบนี้จะช่วยให้ผู้คนรู้จักหน้าเพจเรา และเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนผู้ถูกใจให้มากขึ้น จนกลายเป็นขยายฐานตลาด
  • โปรโมท Post : การทำ AD โฆษณาเพื่อให้โพสต์รายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ การขายสินค้า โปรโมชั่น ฯลฯ ที่เราอัพลงไปนั้นมียอดผู้เข้าชม ผู้กดไลค์ และผู้กดแชร์เพิ่มมากขึ้น
  • โปรโมท App : เป็นการช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอพของคุณให้มากขึ้น และดึงดูดคนไปยังส่วนต่างๆ ของแอพ เช่น หน้าซื้อสินค้า หน้าลงทะเบียน หน้าดาวน์โหลด เป็นต้น
  • โปรโมท Video เพิ่มยอดเข้าชม : เพื่อกลุ่มเป้าหมายจะเห็น Video ของคุณบนฟีดข่าว ทั้งทาง Desktop และโทรศัพท์มือถือ

ข้อดีของการทำ Ad โฆษณากับ Facebook คือ สามาถช่วยสร้าง Brand Awareness และ Engagement ได้ดี เพราะ Facebook มีการสื่อสารแบบ 2 way communication กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นลูกค้าของผู้ประกอบการสามารถเกิดการ Share การ Comment การ Like สินค้าหรือบริการที่คุณทำการโปรโมทได้ ทำให้การโฆษณาผ่าน Facebook เหมาะสมกับธุรกิจที่เพิ่งเปิดบริการใหม่ๆ กับธุรกิจที่ต้องการปล่อยสินค้าเข้าสู่ตลาด นอกจากนี้การทำ Ad โฆษณากับ Facebook จะช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรง และเป็นจำนวนมาก จากการตั้งค่ากำหนดกลุ่มเป้าหมานผ่านตำแหน่งที่ตั้ง ข้อมูลพื้นฐาน ความสนใจ และ พฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook

Google: Platform เชิงรับ

Google ผู้นำด้าน Search Engine อันดับหนึ่งของโลก มีความต่างจาก Facebook ในแง่ของระบบปฏิบัติการที่เอื้อต่อการสร้างยอดขายมาตั้งแต่แรก ทำให้ Google รายได้หลักจากการโฆษณาออนไลน์ที่ปรากฏใน Search Engine

โดยการทำ Ad โฆษณากับ Google สามารถจำแนกได้ 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ

  • Search Engine Optimization (SEO) การทำให้เว็บไซต์ของผู้ประกอบการติดอันดับการค้นหาแรกๆ ของ Google อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยวิธีการที่ผู้ทำธุรกิจโฆษณาออนไลน์จะวิเคราะห์หา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ และมีแนวโน้มว่ากลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นลูกค้าจะทำการค้นหาบ่อยมาใช้
  • Google AdWords โฆษณาที่อยู่บนหน้า Search Engine ของ Google ทีทำให้คุณมีโอกาสได้เจอผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้า หรือผู้ที่กำลังค้นหาสินค้าหรือบริการของคุณและตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณ ทั้งนี้การทำ Google AdWords จะเสียเงินค่าใช้จ่ายก็ต่อเมื่อมีคนคลิกโฆษณา คุณสามารถกำหนดงบประมาณได้ด้วยตัวเอง
  • Google Display Network คือ เว็บไซต์ต่างๆ ที่มีพื้นที่โฆษณา ได้มาร่วมมือกับทาง Google หากผู้ใช้ Google AdWords ได้เลือกแคมเปญแสดงบนเครือข่าย GDN โฆษณาของคุณจะไม่ได้ขึ้นแต่เพียงเว็บไซต๋ของทาง Google เพียงอย่างเดียว แต่จะแสดงไปตามเว็บต่างๆ ด้วย เช่น Youtube, Kapook, dek-d ฯลฯ

ข้อดีในการทำ Ad โฆษณากับ Google จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายมากกว่า เนื่องจากอย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่า Google เป็น Search Engine อันดับหนึ่งที่คนจะมาค้นหาเมื่อต้องการอะไร เช่นเดียวกับเวลาคนต้องการซื้ออะไร คนก็จะมาค้นหาใน Google ผ่าน Keyword ดังนั้นการทำ Ad โฆษณากับ Google จึงเหมาะกับธุรกิจที่เป็นที่รู้จักในตลาดมาก่อนหน้านี้แล้ว

แต่ทั้งนี้แล้วการเลือกว่าจะทำ Ad โฆษณากับ Facebook หรือ Google ดี ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจ กลุ่มเป้าหมาย แต่วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ถ้าให้เราแนะนำ เราแนะนำว่าหากคุณมีงบประมาณเพียงพอ การทำทั้ง 2 Platform พร้อมกันก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่ มิหนำซ้ำเป็นเรื่องดีที่จะช่วยย่นระยะเวลาในการประสบความสำเร็จ