เตรียมตัวรับมือกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย กับ OpenStack

ตอนนี้โลกในปัจจุบันเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้รวมไปถึงองค์กรและธุรกิจต่างๆ เกือบจะทุกๆคนเลยล่ะที่ต้องผันตัวมาเรียนรู้และรับมือกับเทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามา

โดยเฉพาะการเรียนรู้ OpenStack ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทุกองค์กรควรจะให้ความสำคัญ เพราะมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับองค์กรต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลและคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นระบบคลาวน์ที่มาแรงในปีนี้มากๆ

จะเห็นได้ข่าวจากและงาน OpenStack ที่พึ่งจบไปมีผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมากจากบริษัทใหญ่ๆในด้านไอที เพราะในยุคปัจจุบันบริษัทไม่ได้แข่งขันเฉพาะเรื่อสินค้าอย่างเดียวในแง่ของเทคโนโลยีก็เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้คุณไปเป็นที่ 1 เหนือคู่แข่งเช่นกันดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพของบริษัทหรือองค์กรแล้วการเรียนรู้ OpenStack ก็เป็นทางเลือกน่าสนไม่น้อยส่วนใหญ่ในคอร์สการเรียนรู้ OpenStack นั้นจะช่วยให้ผู้เรียนเจาะลึก การออกแบบ พัฒนา บำรุงรักษา แก้ปัญหา และเข้าใจ Cloud OpenStack มากยิ่งขึ้นและสามารถนำไปใช้ได้จริงกับธุรกิจได้เลย

ในการเรียนรู้ OpenStack นั้นส่วนใหญ่จะเรียนกันแบบเน้น Workshop เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงการเรียนรู้ OpenStack ก็จะมีหลากหลายออกไปตามความสนใจผู้เรียนแต่ที่นิยมมากที่สุดของ Mirantis ก็คือหลักสูตร OS100: OpenStack Bootcamp I ในหลักสูตรนี้จะเจาะลึกในเรื่องการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง บำรุงรักษา และแก้ไขปัญหา Cloud OpenStack ระดับ Professional หลักสูตรนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดกับองค์กรหรือใช้ในการทำงานได้ทันที

 

OpenStack Training การลงทุนที่ได้มามากกว่ากำไร

โลกดิจิตอลแบบนี้ บอกได้เลยว่าเทคโนโลยีมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจเป็นอย่างมาก ในบางองค์กรก็ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการข้อมูลที่มีอยู่มากมายให้ลงตัวขึ้นได้ ดังเช่นระบบการเก็บข้อมูลที่ใหญ่ และมีประสิทธิภาพสูงอย่าง OpenStack แต่กว่าจะเข้าใจระบบทั้งหมด และนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ อาจจะต้องผ่านการศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ รวมไปถึงการเข้าคอร์ส OpenStack Training เพื่อนำมาใช้กับองค์กรของตน

ซึ่งเราต้องมาทำความรู้จักกับ OpenStack  กันคร่าวๆ ก่อนว่าจริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่

ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าจุดเริ่มต้นของ OpenStack มาจากโครงการขององค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง NASA และ Rackspace โดยความหมายคร่าวๆ ของ OpenStack  คือระบบ Cloud Operating แบบ Open Source ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรด้าน Compute, Storage, Networking ของ Data Center ให้ทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในการทำงานของ OpenStack จะแบ่งการทำงานออกเป็น Module ต่างๆ ซึ่ง Module เหล่านั้นจะมีหน้าที่ในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการทรัพยากรในแต่ละด้าน และคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของระบบให้สูงที่สุด

ซึ่ง Module แต่ละแบบนี้ก็มีรายละเอียดลึกลงไป หากสนใจที่จะนำมาใช้ประโยชน์จริงๆ ก็อาจจะต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ซึ่งก็มีหน่วยงานที่เปิดอบรม OpenStack Training เพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดความรู้ความเข้าใจในตัว OpenStack มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีการเปิดอบรมที่หลากหลาย อาทิ

OpenStack Training สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยการศึกษาค้นคว้า และประยุกต์การใช้งานระบบ IT ในรูปแบบต่างๆ ด้วย RackJumper Cloud ซึ่งถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี Cloud Platform by OpenStack ที่จะสามารถนำเอาความรู้ที่ได้ไปพัฒนาตนเองต่อไปในอนาคต

OpenStack Training สำหรับองค์กรและบริษัท ซึ่งถือว่า OpenStack จะเข้ามามีบทบาสำคัญในการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างมาก และสามารถนำไปใช้ต่อในองค์กรได้โดยการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยระบบต่างๆ ผ่าน Enterprise Cloud by OpenStack ซึ่งจะช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวเดินต่อไปได้มั่นคงขึ้น

จะเห็นได้ว่า OpenStack เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก และสามารถนำไปพัฒนาทั้งตนเองและองค์กรต่อได้อีกไกล ดังนั้นการลงทุนเข้าคอร์ส OpenStack Training เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นก็ถือว่าเป็นช่องทางที่ดี เพราะผลลัพธ์ที่ได้กลับมาย่อมได้มากกว่าที่ลงทุนไปอย่างไม่ต้องสงสัย

Public Cloud

ในปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีหรือการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไปยัง ผู้ใช้ (USERS) ได้มีความสะดวก สบายขึ้น ซึ่งการติดตั้งข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ตออนไลน์ หรือ เพื่อนๆเรียกกันว่า “คลาวด์สาธารณะ (Public Cloud)” ทำให้ผู้ใช้สามารถแบ่งปันข้อมูลหรือแชร์กันบนโลกออนไลน์ได้ง่ายดายเลยทีเดียวค่ะ การจัดเก็บข้อมูลต่างๆ โดยปกติจะมีความซ้ำซ้อนยุ่งยาก Public Cloud สามารถตอบโจทย์มากในยุคอินเทอร์เน็ตและยุค 3G ไม่ว่าผู้ใช้จะไม่ได้อยู่ที่ทำงาน ก็สามารถทำงานได้ ด้วยการเชื่อมต่อที่เป็น Public Cloud สร้างเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานร่วมกันได้ Public Cloud มีทั้งแบบที่เสียค่าใช้จ่ายและที่ใช้งานได้ฟรี ดังนั้นการใช้ถึงมีสิทธิในการควบคุมทรัพยากรและการอนุญาตจากผู้ให้บริการ

ข้อดีของ Public Cloud
ผู้ใช้สามารถเข้าใช้งานได้ทุกที่ (Accessbillity)
ตามเทคโนโลยีทัน (Newer Technology)
ความสามารถเชื่อถือของระบบสูง ดีกว่าที่เราทำเอง (Relliabillity)
มีเวลาไปดูธุรกิจหลักของตัวเอง (Core Business Focus)
ไม่มีความกังวลกับระบบ IT (Worry Free IT Maintenance)
สามารถแชร์ทรัพยากรและค่าใช้จ่าย (Shared Cost & Resources)
จ่ายค่าใช่จ่ายเท่าที่ใช้บริการ (Pay Pre Use)
Resource มีขนาดใหญ่ สามารถขยายได้ตามความต้องการของผู้ใช้ (On Demand Scalability)

ข้อเสียของ Public Cloud
ความปลอดภัยของข้อมูลในองก์กร Public Cloud ทีเดียวกันร่วมกันคนอื่น
หลายๆองก์กรยังคงไม่เข้าใจ ระบบ Cloud และยังไม่กล้าที่จะใช้บริการ
การควบคุมส่วนใหญ่อยู่ที่ผู้ให้บริการ ทำให้ขาดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ
การใช้งานในระยะยาวอาจจะไม่คุ้มค่า หากขาดการวางแผนที่ดี

งานอีเว้นท์ กลยุทธ์การตลาดเชิงกิจกรรม

กลยุทธ์ทางการตลาดเปลี่ยนแปลงตามเวลาที่ผ่านไป เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาให้มีความสามารถขึ้นเรื่อยๆ ทำให้วิธีอะไรที่เคยนิยมในวันนี้ พรุ่งนี้อาจกลายเป็นสิ่งที่คนไม่สนใจและใช้ไม่ได้ผล สังเกตได้จากในโลกออนไลน์ที่ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง Social Network หรือ Social Media ผู้ประกอบการต่างก็หยิบกลยุทธ์ทางการตลาดมาดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดทุกวิธีการล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ เพื่อสร้างบุคคลิกภาพของแบรนด์ (Brand Personality) และเพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ (Brand Awareness) แต่… ถึงกลยุทธ์ใหม่ๆ จะถูกผลิตขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไร ก็มีหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมเสมอมาแม้ตอนนี้จะเข้าสู่ยุค Digital Transformation นั่นก็คือ “การตลาดเชิงกิจกรรม”

 

การตลาดเชิงกิจกรรม หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าการจัดงานอีเว้นท์ (Event Marketing) คือ การที่บริษัทหรือแบรนด์ออกมาจัดกิจกรรมอะไรบางอย่างเพื่อส่งเสริมสินค้า (บริการ) และชื่อเสียงของบริษัทให้เป็นที่ยอมรับ โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งอาจกลายเป็นลูกค้าอนาคตได้เข้ามามีส่วนร่วม

โดยข้อดีของการทำการตลาดเชิงกิจกรรม หรือการจัดงานอีเว้นท์ คือ

  1. ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า และสินค้า (บริการ) กับลูกค้า เพราะการจัดงานอีเว้นท์เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวแทนของแบรนด์ ที่ในที่นี้อาจเป็นได้ทั้งพนักงานไปจนถึงผู้บริหารได้พูดคุย รับฟังความคิดเห็นกับลูกค้าได้
  2. ช่วยสร้างการจดจำในแบรนด์ เพราะจากการที่งานอีเว้นท์เปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วม จะทำให้ลูกค้าได้มีโอกาสทดลองใช้ผลิตภัณฑ์และมั่นใจในคุณสมบัติของสินค้า
  3. ช่วยทำให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้าหรือบริการ เนื่องจากการจัดงานอีเว้นท์ ทางแบรนด์สามารถสามารถเลือกกิจกรรมที่อยู่ในความสนใจของลูกค้าเป้าหมาย และสร้างโอกาสให้ลูกค้ารู้จัก และชอบตราสินค้ามากขึ้นได้
  4. ช่วยในการประชาสัมพันธ์ได้มากกว่าวิธีการอื่นๆ เพราะงานอีเว้นท์เปิดโอกาสให้ลูกค้าเป้าหมายและบุคคลทั่วไปได้เข้ามามีส่วนร่วมและเกิดการทำกิจกรรมร่วมกัน หรือดำเนินการส่งเสริมการขายไปพร้อมกันด้วย

ซึ่งการจัดงานอีเว้นท์นั้นมีได้หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่งานขนาดเล็กอย่างการออกบูธไปจนถึงงานขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมเป็นพัน เป็นหมื่นคน สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. การจัดงานประกวด (Contest) เป็นการจัดกิจกรรมการประกวดขึ้นมา โดยมีจุดเด่นอยู่ที่คนนอกได้มีโอกาสเข้าร่วมและมีการมอบรางวัล ซึ่งในปัจจุบันนั้น การจัดประกวดกำลังเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นการประกวดเพื่อหาตัวแทนที่จะมาเป็นนางแบบหรือถ่ายแบบให้กับแบรนด์หรือการประกวดความสามารถด้านอื่นๆ
  2. การจัดการแข่งขัน (Competition) เป็นการจัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อทดสอบความสามารถต่างๆ มีได้ทั้งระดับเล็กในชุมชน ไปจนถึงระดับใหญ่ระดับประเทศเช่น การแข่งขันกีฬาสีชุมชน การแข่งขันกีฬารวมดาราช่อง xx
  3. การจัดงานฉลอง (Celebration) เป็นการจัดงานอีเว้นท์โดยใช้วาระโอกาสในวันสำคัญต่างๆ ที่อาจเป็นวันที่รู้จักกันเป็นสากล (วันสำคัญตามปฏิทิน) หรือวันสำคัญของแบรนด์ เช่น วันก่อตั้งแบรนด์ วันครอบปี ฯลฯ มาเป็นตัวจัดงาน
  4. การเปิดตัวสินค้าใหม่ (Launching) เป็นงานอีเว้นท์ที่องค์กร บริษัท หรือแบรนด์ได้นำนำเสนอผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ นอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์แล้ว ยังได้มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและผู้ประกอบการธุรกิจเจ้าอื่นๆ

การจัดงานสัมมา (Seminar) เป็นงานอีเว้นท์ประเภทการให้ความรู้และข้อมูลแก่คนจำนวนมาก เช่น งานสัมมนาการขาย งานสัมมสนาสินค้า ฯลฯ มาก โดยอาจจัดเป็นแบบส่วนตัวภายในบริษัทหรือแบบสาธารณะให้คนนอกที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมก็ได้

www.365creation.com บริษัทรับจัดงานอีเว้นท์

ทำความรู้จักการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นกัน

การแข่งขันมวยสากล

กีฬามวยเป็นกีฬาที่เป็นที่รู้จักมานานในประเทศไทยเริ่มครั้งแรกตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนการแข่งขันมวยนั้นมีหลายชนิดทั้งมวยไทย และมวยสากล กติกาในแต่ชนิดก็มีข้อมูลที่แตกต่างกันไป ในบทความนี้จะพูดถึงรายละเอียดกติกาของมวยสากลสมัครเล่น รุ่นในการชกในการแข่งขันมวย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือรุ่นไลต์ฟลายเวต น้ำหนัก 47 กิโลกรัม รุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวต น้ำหนัก 91 กิโลกรัมขึ้นไป แต่ถ้าในเอเชียจะมีทั้งหมด 3 ประเภท คือเพิ่มรุ่นพินเวต น้ำหนัก 45 กิโลกรัม โดยทั้งหมดนี้ผู้เข้าแข่งขันมวยจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 17 ปี แลอายุต้องไม่เกิน 32 ปี การชั่งน้ำหนักเพื่อวัดรุ่นในการแข่งขันมวยนั้นจะต้องชั่งภายในเวลา 9.00 – 12.00 น. ถ้าน้ำหนักเกินมีสิทธิ์ไปวิ่งลดน้ำหนักแล้วกลับมาชั่งได้อีกภายในเวลาที่กำหนด การแข่งขันมวยสมัครเล่นนี้จะเริ่มหลังจาก 3 ชั่วโมงหลงจากกำหนดเวลาชั่งน้ำหนัก การแข่งขันอาจแบ่งเป็น 3 ยกหรือ 5 ยก ยกหนึ่งใช้เวลา 3 นาที และพักยกใช้เวลา 1 นาที

ในการแข่งขันมวยสมัครเล่นมีกรรมการ 5 คน โดยกรรมาการจะมีหน้าที่ตัดสินเกมการแข่งขันว่าชนะมี 2 แบบ คือ ชนะโดยน็อกเอาต์ และชนะเทคนิเกิลน็อกเอาต์ ซึ่งการแข่งขันมวยชนะแบบน็อกเอาต์คือ เมื่อทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงกับพื้นเวที   หรือยืนพับหมดสติอยู่กับเชือก ไม่สามารถที่จะชกหรือป้องกันตัวต่อไปได้อีกภายใน 10 วินาที คือกรรมการได้นับ 1   ถึง 10 แล้ว   กรณีที่นักมวยผู้ล้มสามารถลุกขึ้นได้ก่อนที่กรรมการจะนับ 10 และพร้อมที่จะชกต่อไปได้ กรรมการจะนับต่อไปจนถึง 8 เสียก่อนจึงให้ชกต่อ และการแข่งขันมวยที่ชนะแบบเทคนิเกิลน็อกเอาต์ คือ ทำให้คู่ต่อสู้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก และกรรมการผู้ชี้ขาดเห็นว่าไม่มีทางจะเอาชนะได้   หรือนักมวยคนใดไม่สามารถจะชกต่อไปได้อีกภายหลังที่ได้หยุดพักระหว่างยกแล้ว หรือถ้านักมวยได้รับบาดเจ็บมีแผลฉกรรจ์   ผู้ชี้ขาดเห็นว่าถ้าชกต่อไปจะเป็นอันตรายร้ายแรง

การให้คะแนน ในแต่ละยกจะมีคะแนนทั้งหมด 10 คะแนน เมื่อหมดยกกรรมการจะให้คะแนนแก่นักมวยที่ชกดีกว่า 10 คะแนน และให้คะแนนผู้เสียเปรียบลดน้อยไปตามลำดับความเสียเปรียบ ถ้าชกได้สูสีกันให้คนละ 10 คะแนน นักมวยคนใดที่ทำฟาวล์ กรรมการจะหักคะแนนผู้นั้น 1 คะแนน   ผู้ชนะที่ชกได้จะแจ้งทั้งยก และชกคู่ต่อสู้ล้ม 1 ครั้ง ถึงนับหรือชกข้างเดียว ได้รับ 10 คะแนน ผู้แพ้ได้ 8 คะแนน ผู้ชนะที่ชกข้างเดียวทั้งยกและยังชกคู่ต่อสู้ล้มถึงนับมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไป จะได้รับ 10 คะแนน ผู้แพ้ได้ 7 คะแนน

ก่อนเริ่มการแข่งขันชกมวย นักมวยจะต้องจับมือกันเพื่อแสดงว่าเขาทั้งสองจะชกกันอย่างนักกีฬา และห้ามจับมือกันในระหว่างชกและนี่ก็เป็นข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการแข่งขันชกมวยที่ทางเรานำมาฝากกัน

4 ข้อที่ต้องพิจารณาในการเลือกแว่นตาให้เหมาะ

สาเหตุที่ควรเราสวมแว่นตา มีอยู่ 2 สาเหตุหลักๆ คือสวมเพื่อถนอมสายตาจากแสงแดด แสงจากจอคอมพิวเตอร์ แสงจากคอมพิวเตอร์ ที่ล้วนแล้วแต่ทำลายสายตา รวมทั้งสวมแว่นตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น อย่างแว่นสายตาสั้น แว่นสายตายาว แต่แว่นตาก็มีหลายรูปแบบ หลายทรงที่ทำออกมาให้ดูทันสมัย หรือดูวินเทจ เพื่อให้เราได้เลือกสวมใส่ แล้วแว่นตาแบบไหนที่จะเหมาะสมกับใบหน้าของเรา หากตอนนี้ผู้อ่านคนไหนกำลังคิดจะหาซื้อแว่นตามาใส่ วันนี้เรา 4 ข้อมาให้พิจารณากันดู

การเลือกแว่นตา
  1. เส้นขอบคิ้ว : อวัยวะบริเวณรอบดวงตาเป็นตัววัดที่สำคัญต่อการการเลือกแว่นตา สำหรับผู้ที่มีคิ้วตรง แว่นที่เลือกใส่ควรมีความขนานกับคิ้ว ในขณะที่คนคิ้วหนาควรใส่แว่นที่มีขอบบางเพื่อทำให้ช่องว่างระหว่างคิ้วกับแว่นมีความสมมาตร แต่ต้องระวังไม่ให้กรอบแว่นต่ำกว่าคิ้วจนเกินไป
  2. รูปจมูก : สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีดั้ง ไม่ควรเลือกแว่นที่ตัวแป้นติดกับแว่นตา ควรเลือกแว่นที่มีแป้นเหล็กยื่นออกมา เพราะจะทำให้ใบหน้าดูมีสันมากขึ้น ส่วนคนที่มีดั้งอยู่แล้วสามารถเลือกใช้ได้ทุกแบบ ในขณะที่คนจมูกใหญ่ ควรใช้กรอบที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้สมดุลกับจมูก หลีกเลี่ยงกรอบเล็กที่จะทำให้จมูกของคุณดูเด่นออกมา ส่วนคนจมูกยาว ให้เลือกกรอบที่ก้านแว่นสูงและมีสะพานแว่น 2 ชั้น เพื่อดึงความสนใจไปอยู่ที่บริเวณขมับ ท้ายสุดคนจมูกเล็ก สะพานแว่นสูงและสีอ่อนจะทำให้จมูกดูยาวขึ้น
  3. สีของกรอบแว่น : การเลือกแว่นตาที่เป็นกรอบแว่นโทนเย็น อาทิ สีงิน สีฟ้า สีเทา และสีสดใสที่แฝงด้วยสีฟ้า จะช่วยดึงดูดความสนใจได้มากกว่าสีจัดๆ อย่างสีแดง แต่หากใครต้องการให้ใบหน้าดูเด็กลงหรือเป็นผู้ใหญ่ขึ้น การเลือกสีดำสามารถ Keep look ได้
  4. โครงหน้า : เป็นส่วนสำคัญที่ควรพิจารณามากที่สุดในการเลือกแว่นตา ซึ่งโครงหน้าของมนุษย์เราสามารถจำแนกออกได้เป็น 6 รูปแบบใหญ่ๆ คือ โครงหน้ารูปหัวใจ โครงหน้ารูปเพชร โครงหน้ารูปไข่ โครงหน้าสี่เหลี่ยม โครงหน้ากลม โครงหน้ายาว

4.1 โครงหน้ารูปหัวใจ (Heart shaped face) กลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีหน้าผากกว้าง ปลายคางรูปสามเหลี่ยม การเลือกแว่นตาที่เหมาะ คือ แว่นที่ต้องช่วยบดบังความกว้างของหน้าผากได้ เช่น แว่นที่กรอบด้านล่างกว้างกว่าด้านบน อย่างแว่นทรง Cat Eye,  Aviator, Rimless และ Wayfarer

4.2 โครงหน้ารูปเพชร (Diamond shaped face) โครงหน้าที่โหนกแก้มจะชัดกว่ารูปหน้าอื่น และมีช่วงหน้าผากที่กว้างและปลายคางแหลมมน ผู้ที่มีใบหน้าอยู่ในกลุ่มนี้เหมาะกับแว่น Aviator หรือ Round เพราะช่วยรับโหนกแก้มได้ หลีกเลี่ยงแว่นที่ทำให้ช่วงคางแคบลง

4.3 โครงหน้ารูปไข่ (Oval shaped face) แม้ใบหน้านี้จะสามารถใส่แว่นทรงอะไรก็ได้ แต่เรามีข้อแนะนำให้ว่าการเลือกแว่นตา ควรเลือกกรอบแว่นที่จะช่วยส่งเสริมใบหน้าคุณให้โดดเด่นด้วยสัดส่วนระหว่างแว่นตากับใบหน้าที่ลงตัว เช่น คนที่มีขนาดใบหน้าเล็ก ไม่ควรเลือกทรง Oversize คนจมูกโตควรเลือกกรอบแว่นที่มีแกนแว่นที่หนากว่าปกติหรือมี 2 เส้น

4.4 โครงหน้าสี่เหลี่ยม (Square shaped face) คือผู้ที่มีสันกรามเด่น อย่างแรกที่ต้องทำคือหลีกเลี่ยงแว่นทรงสี่เหลี่ยม หากคนรอบข้าง หรือ พนักขายที่ไหนสนับสนุนให้ใส่หรือซื้อก็รีบปฎิเสธไป หันมาสนใจแว่นทรง Aviator หรือแว่นที่มี Curve ที่จะช่วยให้ใบหน้าคุณกลมมนมากขึ้น

4.5 โครงหน้ากลม (Round shaped face) แม้เทรนด์ช่วงนี้ผู้หญิงหลายคนจะหันมาฮิตใส่แว่นทรงกลมให้ดูฮิปสเตอร์ (Hipster) หรือ แว่นวินเทจกัน แต่ผู้หญิงหน้าทรงกลมต้องระวัง การเลือกแว่นตาของสาวกลุ่มนี้ควรเน้นไปที่แว่นที่มีมุมอย่างแว่นทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือปลายเฉียง ดีกว่า

4.6 โครงหน้ายาว (Long shape face) อาจคล้ายใบหน้ารูปไข่ แต่มีส่วนบริเวณหน้าผากหรือปลายคางที่ยาวกว่าทำให้รูปหน้าของคุณดูยาว ดังนั้นเพื่อลดความยาวเหล่านั้น แว่นที่ควรเลือกมาใส่ คือ แว่นที่มีส่วนกว้างออกไปทางขมับ อย่างแว่นทรงเรขาคณิต ทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือ แว่นทรง Oversized, Butterfly, Round

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.facebook.com/giftgreats/

เตรียมตัวให้พร้อม! ฟุตบอลฤดูกาล 2017-2018 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ฟุตบอลฤดูกาล 2017-2018

ฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมชนิดหนึ่งที่หลายๆคนให้ความสนใจ หลังจากที่โปรแกรมแข่งขันฟุตบอลหลายๆโปรแกรม อาทิเช่น พรีเมียร์ลีก บุนเดสลีกา และลาลีกา ในฤดูกาล 2016-2017 ได้จบไปแล้วนั้น หลายๆท่านคงอยากทราบแล้วว่า โปรแกรมการแข่งขันในแต่ละลีกจะเริ่มต้นแข่งขันในฤดูกาล 2017-2018 เมื่อไหร่ วันนี้เรามีข้อมูลโปรแกรมแข่งขันฟุตบอลของแต่ละลีกมาฝากกัน

หลังจากจบฤดูกาลแข่งขันประชันแข้งอย่างพรีเมียร์ลีก ประเทศอังกฤษโปรแกรมแข่งขันฤดูกาล 2016-2017  ไปในวันที่ 21 พฤษภาคม 2017 ที่ผ่านมา เหล่าสาวกแฟนบอลอังกฤษคงกำลังตั้งตารอโปรแกรมแข่งขันฟุตบอลอังกฤษอย่างพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลต่อไปว่าจะเริ่มแข่งขันเมื่อใด ซึ่งโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2017-2018 จะแข่งขันนัดเปิดฤดูกาล ในวันที่ 11 สิงหาคม 2017 โดยคู่แรกที่จะทำการแข่งขันคือ อาร์เซนอล กับ เลสเตอร์ ซิตี้ จะทำการแข่งขันในเวลา 01.45 น. ตามเวลาไทย

ส่วนแฟนบอลเยอรมันอย่างโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกา ก็รออีกไม่นานหลังจากที่โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลเยอรมันฤดูกาล 2016-2017 ที่จบไปแล้วในวันที่ 20 พฤษภาคม 2017 จะมีการแข่งขันนัดเปิดโปรแกรมแข่งขันฤดูกาล 2017-2018 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2017 ซึ่งคู่แรกที่จะทำการแข่งขันคือ บาร์เยิร์น มิวนิค พบกับ เลเวอร์คูเซ่น แข่งขันกันเวลา 01.30 น. ตามเวลาไทย

โปรแกรมแข่งขันฟุตบอลลาลีกา สเปนในฤดูกาล 2016-2017 ที่จบไปแล้วนั้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2017 แฟนๆลาลีกาจะรออีกไม่นานเนื่องจากโปรแกรมแข่งขันฟุตบอลลาลีกา ฤดูกาล 2017-2018 กำลังจะมีการแข่งขันนัดแรกที่เรียกว่าต่อคิวบุนเดสลีกามาติดๆ ซึ่งโปรแกรมแข่งขัน ฤดูกาล 2017-2018 จะเริ่มแข่งขันเปิดฤดูกาลในวันที่ 20 สิงหาคม 2017 ซึ่งบิลเบา และ เกตาเฟ่ จะแข่งขันเป็นคู่แรกในฤดูกาล เวลา 22.00 น. ตามเวลาไทย

โปรแกรมแข่งขันฟุตบอลแต่ละลีกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่นาน ความมันส์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แล้วมาลุ้นกันว่าใครจะได้ครองแชมป์ในแต่ละโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลฤดูกาล 2017-2018

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ยุค 4.0 มีบทบาทอย่างไร

การตลาด จำเป็นจะต้องก้าวให้ทันยุคสมัย จึงควรจะต้องค่อยศึกษาว่าในปัจจุบันคนให้ความสนใจกับอะไร สื่อแบบไหนได้รับความนิยมสูงสุด มีลักษณะแบบไหน การตลาดยุคก่อนจะเน้นไปที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ในยุคถัดมาจะให้ความสำคัญกับลูกค้ามองว่าลูกค้าคือพระเจ้า ยุคก่อนหน้านี้ไม่นานเป็นยุคทางการปฏิวัติทางอินเทอร์เน็ต ซึ้งนักการตลาดเริ่มใช้เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อเอาใจลูกค้า อาทิเช่น การแจ้งสิทธิพิเศษทางอีเมล ปัจจุบันเป็นการตลาดในยุคที่โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทในทุกช่วงเวลาของชีวิต ซึ่งการตลาดในยุคปัจจุบันนี้จะมีวิธีการเชื่อมต่อทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งในยุคนี้เป็นยุคที่แค่ปรับตัวให้ทันคงไม่พอ แต่ต้องพัฒนาให้ไว การตลาดออนไลน์จึงเป็นวิธีการที่สำคัญในยุคนี้ ยุคที่ภาครัฐผลักดันประเทศให้เข้าสู่การเป็น Digital Thailand หรือที่เรารู้จักกันในชื่อที่ว่า Thailand 4.0 ในการทำธุรกิจแต่ละครั้งเราอาจต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆ ในยุคที่การตลาดออนไลน์เป็นที่นิยม เราจะมาทำความรู้จักกับลักษณะของผู้ที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ และงานของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ว่ามีลักษณะเป็นแบบใด

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ควรเป็นบุคคลที่มีความคิดเชิงวิเคราะห์ รอบคอบ สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันได้ ว่าการตลาดแบบใดเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายในยุคปัจจุบัน วางแผนการตลาดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ต้องเป็นบุคคลที่มีความชำนาญในการใช้ภาษา สามารถถ่ายทอดความคิดที่สามารถโน้มน้าวใจกลุ่มเป้าหมายและถ่ายทอดให้กับผู้ที่ต้องการคำแนะนำในเรื่องการตลาดออนไลน์ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะต้องมีความสามารถปรับเปลี่ยนและมีความยืดหยุ่นสูงในเรื่องบุคลิกและทัศนะคติ เนื่องจากโลกของการตลาดแบบออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อยมาก จึงทำให้ผู้ที่มีความยืดหยุ่นเท่านั้นที่จะสามารถอยู่ในวงการนี้ได้ และยังต้องตามทันข่าวสารทางด้านการตลาดอยู่เสมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ต้องมีความเข้าใจทางเทคนิคของเครื่องมือต่างๆที่สามารถนำไปใช้ทำการตลาดออนไลน์ รู้ว่าเครื่องมือใดเป็นที่นิยมของกลุ่มเป้าหมาย

ลักษณะงานของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ คือต้องศึกษาถึงสภาพตลาดโดยรวม ศึกษาข้อมูลสินค้า ศึกษาข้อมูลของคู่แข่งเพื่อวิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบในการทำการตลาด วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายว่ากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับสินค้ามีพฤติกรรมการซื้อและบริโภคอย่างไร เลือกใช้สื่อออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับสินค้าที่ต้องการทำการตลาด ต่อมาวางแผน เขียนแผนการตลาด เพื่อโปรโมทสินค้า จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการ “เพิ่มการรับรู้” ของกลุ่มเป้าหมายต่อสินค้า ให้คำแนะนำในการจัดทำข้อมูลเพื่อเผยแพร่ลงในเครื่องมือสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับโครงสร้าง การออกแบบ และการทำงานที่เหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะติดตามสถานการณ์ด้านภาพลักษณ์ของสินค้า และประเมินผลของแผนการตลาด สุดท้ายผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะทำการสรุปผลการวางแผนทางการตลาดเพื่อวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ในการทำแผนการตลาดในครั้งต่อไป

จะเห็นได้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์นั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการวางแผนการตลาดออนไลน์ และยังเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแผนทางการตลาดออนไลน์กับผู้ที่ต้องการทำการตลาดอีกด้วย

ทำ Ad โฆษณา กับ Facebook หรือ Google ดีที่สุด

ในสมัยที่อินเทอร์เน็ตเติบโตขึ้น การตลาดแบบ Digital Marketing ก็เจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ บรรดา Social Network รวมทั้ง Social Media ทั้งหลายแหล่ต่างถูกปรับปรุงให้มีความสามารถรองรับ วิธีการทำธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการระบุกลุ่มเป้าหมาย ฟีทเจอร์สร้างลูกค้า อื่นๆอีกมากมาย แต่หากพูดถึงความพร้อมของ Platform สำหรับการทำ AD โฆษณาแล้ว มี 2 ตัวที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ โฆษณา Facebook และ โฆษณา Google

          Facebook: Platform เชิงรุก

          Facebook สุดยอดสื่อ Social Media ที่ทรงอิทธิพลมากสุดในขณะนี้ การันตีความนิยมจากสถิติผู้ใช้งานที่ทะลุ 2 พันล้านคนไปเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560 โดย Facebook ได้พัฒนาตัวเองจากการเป็น Social Communication สำหรับพบปะ พูดคุย ติดต่อ มาสู่การเป็นหนึ่งในตัวช่วยสร้างความสำเร็จแก่ผู้

ประกอบการธุรกิจผ่านบริการ AD โฆษณ

ซึ่งการทำ Ad โฆษณากับ Facebook สามารถจำแนกออกได้เป็น 5 รูปแบบใหญ่ๆ คือ

  • โปรโมท Fan Page : เหมาะสำหรับธุรกิจใหม่ เพราะการทำ AD โฆษณาแบบนี้จะช่วยให้ผู้คนรู้จักหน้าเพจเรา และเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนผู้ถูกใจให้มากขึ้น จนกลายเป็นขยายฐานตลาด
  • โปรโมท Post : การทำ AD โฆษณาเพื่อให้โพสต์รายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ การขายสินค้า โปรโมชั่น ฯลฯ ที่เราอัพลงไปนั้นมียอดผู้เข้าชม ผู้กดไลค์ และผู้กดแชร์เพิ่มมากขึ้น
  • โปรโมท App : เป็นการช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมในแอพของคุณให้มากขึ้น และดึงดูดคนไปยังส่วนต่างๆ ของแอพ เช่น หน้าซื้อสินค้า หน้าลงทะเบียน หน้าดาวน์โหลด เป็นต้น
  • โปรโมท Video เพิ่มยอดเข้าชม : เพื่อกลุ่มเป้าหมายจะเห็น Video ของคุณบนฟีดข่าว ทั้งทาง Desktop และโทรศัพท์มือถือ

ข้อดีของการทำ Ad โฆษณากับ Facebook คือ สามาถช่วยสร้าง Brand Awareness และ Engagement ได้ดี เพราะ Facebook มีการสื่อสารแบบ 2 way communication กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นลูกค้าของผู้ประกอบการสามารถเกิดการ Share การ Comment การ Like สินค้าหรือบริการที่คุณทำการโปรโมทได้ ทำให้การโฆษณาผ่าน Facebook เหมาะสมกับธุรกิจที่เพิ่งเปิดบริการใหม่ๆ กับธุรกิจที่ต้องการปล่อยสินค้าเข้าสู่ตลาด นอกจากนี้การทำ Ad โฆษณากับ Facebook จะช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรง และเป็นจำนวนมาก จากการตั้งค่ากำหนดกลุ่มเป้าหมานผ่านตำแหน่งที่ตั้ง ข้อมูลพื้นฐาน ความสนใจ และ พฤติกรรมของผู้ใช้ Facebook

Google: Platform เชิงรับ

Google ผู้นำด้าน Search Engine อันดับหนึ่งของโลก มีความต่างจาก Facebook ในแง่ของระบบปฏิบัติการที่เอื้อต่อการสร้างยอดขายมาตั้งแต่แรก ทำให้ Google รายได้หลักจากการโฆษณาออนไลน์ที่ปรากฏใน Search Engine

โดยการทำ Ad โฆษณากับ Google สามารถจำแนกได้ 3 รูปแบบใหญ่ๆ คือ

  • Search Engine Optimization (SEO) การทำให้เว็บไซต์ของผู้ประกอบการติดอันดับการค้นหาแรกๆ ของ Google อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยวิธีการที่ผู้ทำธุรกิจโฆษณาออนไลน์จะวิเคราะห์หา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ และมีแนวโน้มว่ากลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นลูกค้าจะทำการค้นหาบ่อยมาใช้
  • Google AdWords โฆษณาที่อยู่บนหน้า Search Engine ของ Google ทีทำให้คุณมีโอกาสได้เจอผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้า หรือผู้ที่กำลังค้นหาสินค้าหรือบริการของคุณและตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณ ทั้งนี้การทำ Google AdWords จะเสียเงินค่าใช้จ่ายก็ต่อเมื่อมีคนคลิกโฆษณา คุณสามารถกำหนดงบประมาณได้ด้วยตัวเอง
  • Google Display Network คือ เว็บไซต์ต่างๆ ที่มีพื้นที่โฆษณา ได้มาร่วมมือกับทาง Google หากผู้ใช้ Google AdWords ได้เลือกแคมเปญแสดงบนเครือข่าย GDN โฆษณาของคุณจะไม่ได้ขึ้นแต่เพียงเว็บไซต๋ของทาง Google เพียงอย่างเดียว แต่จะแสดงไปตามเว็บต่างๆ ด้วย เช่น Youtube, Kapook, dek-d ฯลฯ

ข้อดีในการทำ Ad โฆษณากับ Google จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายมากกว่า เนื่องจากอย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่า Google เป็น Search Engine อันดับหนึ่งที่คนจะมาค้นหาเมื่อต้องการอะไร เช่นเดียวกับเวลาคนต้องการซื้ออะไร คนก็จะมาค้นหาใน Google ผ่าน Keyword ดังนั้นการทำ Ad โฆษณากับ Google จึงเหมาะกับธุรกิจที่เป็นที่รู้จักในตลาดมาก่อนหน้านี้แล้ว

แต่ทั้งนี้แล้วการเลือกว่าจะทำ Ad โฆษณากับ Facebook หรือ Google ดี ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจ กลุ่มเป้าหมาย แต่วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ถ้าให้เราแนะนำ เราแนะนำว่าหากคุณมีงบประมาณเพียงพอ การทำทั้ง 2 Platform พร้อมกันก็ไม่ใช่เรื่องที่แย่ มิหนำซ้ำเป็นเรื่องดีที่จะช่วยย่นระยะเวลาในการประสบความสำเร็จ

 

ลงทุนแค่ 0 บาทก็สามารถหาเงินได้จากการ โฆษณาให้ google

การทำธุรกิจผ่านเว็บไซต์ ไม่ได้มีแค่เพียงขายของผ่านเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ก็สามารถหาเงินได้กับ Google AdSense บริการโฆษณา Google ได้เงินใหม่จากผู้นำด้าน Search Engine ระดับโลกที่เปิดโอกาสให้ Web Master ผู้มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างรายได้ผ่านการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก

โฆษณา google
ลงทุนแค่ 0 บาทก็สามารถหาเงินได้จากการ โฆษณาให้ google

แล้วGoogle AdSense คืออะไร?

ย้อนกลับไปหากคุณยังจำบริการรับทำโฆษณาให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google อย่าง Google AdWords ได้ Google AdSense หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าทำโฆษณาGoogle ได้เงินนั้นก็เป็นเสมือนน้องชายที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นผู้ช่วยกระจายโฆษณาจากAdWords ออกไปในวงกว้างซึ่งในที่นี้หมายถึงตามเว็บไซต์บุคคลทั่วไปที่มีความพร้อมสำหรับการทำ AdSense โดยเจ้าของเว็บไซต์ต้องทำการสมัครสมาชิกพร้อมส่งเว็บของตนเองให้ Google ตรวจสอบคุณภาพและยืนยันสิทธิ์เมื่อได้รับการอนุมัติบัญชีแล้วหลังจากนั้น Google จะทำการส่งโค้ด (Code) โฆษณามาให้ไปจัดวางไว้ในเว็บไซต์ตัวเอง

ซึ่งโฆษณาที่เจ้าของเว็บไซต์จะได้รับมาโปรโมทนั้นขึ้นอยู่กับความสอดคล้องในเนื้อหาระหว่างเนื้อหาโฆษณากับเนื้อหาเดิมในเว็บไซต์เช่น หากเว็บไซต์เป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับความสวยความงาม โฆษณาที่ได้รับส่งมาจาก Google อาจเป็นโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอางเพื่อผิวหน้าหรือโฆษณาเพื่อผิวกาย โดยอาจเป็นได้ทั้งโฆษณาเชิงข้อความ และโฆษณาเชิงรูปภาพ

ส่วนผลตอบแทนหรือรายรับหรือค่าจ้างที่เจ้าของเว็บไซต์จะได้รับจากการเป็นสมาชิกร่วมกับGoogle AdSense นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ 1.เมื่อมีการคลิก ( Pay Per Click ) เมื่อมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้คลิกที่โฆษณาของ Google เจ้าของเว็บไซต์จะได้รับผลตอบแทนทันทีโดยแต่ละโฆษณาที่ถูกคลิกจะได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากัน มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่ลงโฆษณากับ Google AdWords ว่าลงโฆษณาไว้ในราคาที่สูงหรือต่ำถ้าหากลงโฆษณาในราคาสูงไว้ ผลตอบแทนจากคลิกโฆษณานั้นก็สูงตามไปด้วย (cr.siamtipplus) 2. เมื่อแสดงโฆษณา ( Pay Per Impression) กรณีนี้ Google จะจ่ายให้เจ้าของเว็บไซต์เมื่อเกิดการแสดงโฆษณาครบ 1,000 ครั้ง โดยที่จำนวนการคลิกที่โฆษณาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

นโยบายการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับ Google AdSense

Google เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานดังนั้นการเป็นสมาชิกร่วมกับ Google AdSense เจ้าของเว็บไซต์ต้องยื่นหลักฐานระบุการมีอยู่ของตัวตนและเว็บไซต์ให้ทาง Google ตรวจสอบก่อนว่า เจ้าของเว็บไซต์และตัวเว็บไซต์มีคุณภาพพร้อมที่จะได้เป็นตัวแทนประกาศโฆษณาของ Google จริงโดยเว็บไซต์ที่ไม่จะได้รับการอนุมัติการเป็นสมาชิก และโดนแบนทันทีคือเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายข้อห้ามเบื้องต้นนี้

  • เนื้อหาต้องห้าม คือ เนื้อหาผิดศีลธรรม เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่เนื้อหาที่มีความรุนแรง หรือการสนับสนุนการเหยียดเชื้อชาติและการส่งเสริมการขายของผิดกฎหมาย
  • เนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ คือ เนื้อหาที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์เว้นแต่จะได้รับสิทธิ์ทางกฎหมายที่จำเป็นในการแสดงเนื้อหานั้น
  • พฤติกรรมส่งเสริมให้เกิดการคลิก เช่น เสนอว่าจะให้สิ่งตอบแทนเมื่อผู้ใช้ชมโฆษณาหรือทำการค้นหาหรือการสัญญาว่าจะให้เงินแก่บุคคลที่สามสำหรับการกระทำดังกล่าว
  • เจ้าของเว็บไซต์จะต้องไม่วางโค้ด AdSense ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมเช่น ป๊อปอัป อีเมล หรือซอฟต์แวร์ รวมถึงตำแหน่งที่มีการโหลดหน้าเว็บที่มีโฆษณา Google ช่องค้นหาหรือผลการค้นหาในป๊อปอัปหรือป๊อปอันเดอร์
  • กระทำการดัดแปลงรหัส (Code) ที่ได้รับมาจาก Google ให้ต่างจากที่ AdSenseกำหนด
  • การโกงด้วยการคลิกที่โฆษณาตัวเองหลายๆ ครั้ง
  • มี Keyword ที่ซ้ำมากจนเกินไป

ผู้อ่านสามารถศึกษานโยบาย Goggle AdSenseเพิ่มเติมได้ที่ นโยบาย Google AdSense

การทำ Google AdSense อ่านดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ที่มีเว็บไซต์ก็สามารถทำได้ แต่ควรพึงระลึกไว้ว่าการจะได้รับอนุมัติบัญชีมานั้นยากเทียบเท่ากับการรักษาบัญชีไม่ให้โดนแบนดังนั้น เจ้าของเว็บไซต์ควรปฏิบัติตามนโยบายของ Google AdSense อย่างเคร่งครัด เพราะไม่มีใครอยากเสียช่องทางสร้างรายได้แบบง่ายๆ ไปแน่ๆ